All News & ArticlesDentistry

H. Pylori

เฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobacter Pylori) เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ที่เยื่อบุกระเพาะอาหารของมนุษย์ ซึ่งอาศัยคุณสมบัติในการยึดเกาะกับผิวกระเพาะอาหาร และสร้างเอนไซม์ที่สร้างความเป็นด่างรอบตัว ทำให้สามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารของมนุษย์ได้ การติดเชื้อ H.pylori ก่อให้เกิดความผิดปกติของทางเดือนอาหารส่วนต้นได้หลายระดับ ตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ และที่พบได่บ่อย คือมีการอักเสบของกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

Dr. Somsak PhommachanhSep 25, 2026
H. Pylori

เอชไพโลไร (H. Pylori) เฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobacter Pylori) เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ที่เยื่อบุกระเพาะอาหารของมนุษย์ ซึ่งอาศัยคุณสมบัติในการยึดเกาะกับผิวกระเพาะอาหาร และสร้างเอนไซม์ที่สร้างความเป็นด่างรอบตัว ทำให้สามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารของมนุษย์ได้ การติดเชื้อ H.pylori ก่อให้เกิดความผิดปกติของทางเดือนอาหารส่วนต้นได้หลายระดับ ตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ และที่พบได่บ่อย คือมีการอักเสบของกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

อาการของการติดเชื้อเอชไพโลไร

การติดเชื้อเอชไพโลไร ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการ มักเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร จนทำให้มีอาการปวดท้อง แสบท้อง จุกเสียดแน่นบริเวณลิ้นปี่ และท้องด้านซ้ายบนซึ่งเป็นตำแหน่งกระเพาะอาหาร ซึ่งอาการอาจเกิดแบบเฉียบพลันและรุนแรงหากเชื้อมีปริมาณมาก หรืออาจจะเกิดอาการเรื้อรังเป็นๆ หาย ๆ กินยาลดกรดอาจจะดีขึ้นชั่วคราว พอหยุดยาก็มีอาการกำเริบขึ้นใหม่ ไม่ยอมหายขาด หากมีแผลมนกระเพาะอาหาร หรือมะเร็ง ก็อาจะมีอาการที่มีสัญญาณเตือน เช่น ถ่ายดำ อาเจียนปนเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึ่งความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากอายุมาก สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

สาเหตุของการติดเชื้อเอชไพโลไร

การติดเชื้อเป็นการติดต่อผ่าน feco oral route คือการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อเข้าไปซึ่งแหล่งของเชื้อก็มาจากกระเพาะอาหารของคนรอบตัวที่ติดต่อกันมา  ความชุกของเชื้อในกระเพาะอาหารคนไทย มีราว 20-40% ตามการศึกษาแต่ละพื้นที่  การติดเชื้อเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่มักพบในเด็กซึ่งยังมีภูมิต้านทานไม่ดี และจะได้รับเชื้อ ผ่านทางผู้อาศัยร่วมกันในครอครัว และชุมชน โดนเฉพาะในกลุ่มที่มีสุขาภิบาลไม่ดี

การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไพโลไร

ผู้ที่มีอาการปวดท้องหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อเอชไพโลไร ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการอย่างแน่ชัด หากแพทย์ทำการซักประวัติตรวจร่างกายแล้ว  สันนิษฐานว่าผู้ป่วยอาจติดเชื้อเอชไพโลไร แพทย์จะสั่งตรวจเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัย ดังนี้

  1. การตรวจลมหายใจ ผู้ป่วยต้องรับประทานสารที่มีส่วนประกอบของโมเลกุลคาร์บอน จากนั้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจใส่ถุง แล้วนำตัวอย่างลมหายใจไปตรวจหาร่องรอยของการติดเชื้อที่ออกมากับแอมโมเนียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

  2. การตรวจอุจจาระ เป็นการเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อตรวจหาสารภูมิต้านทานหรือแอนติเจน ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อเอชไพโลไร

  3. การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร จากการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (EGD) ซึ่งสามารถตรวจดูความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนต้นได้โดยตรง และวินิจฉัยการติดเชื้อ H.pylori ด้วยการตรวจชิ้นเนื้อและการตรวจ CLO test

  4. การตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรจากลมหายใจ (Urea Breath Test : UBT) โดยการวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (C-13 UBT) ที่เกิดจากปฏิกิริยาของเชื้อเอชไพโลไร ที่มีเอนไซม์ Urease จะทำการย่อย C-13 ที่ให้ผู้ป่วยกินเข้าไป และปล่อย C-13 ออกมาในรูปของ urea ซึ่งเข้าสู่กระแสเลือดและถูกขับออกมาที่ปอดและขับออกสู่ภายนอก โดยสามารถ detect ได้จากลมหายใจในเครื่องที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

การรักษาการติดเชื้อเอชไพโลไรดีอย่างไร

หากเชื้อได้นับการกำจัดออกไปแล้ว  อาการอักเสบของกระเพาะจะลดลงหรือหายขาด อาการปวดท้องจะดีขึ้น แผลในกระเพาะจะหาย และไม่กลับมาเป็นซ้ำด้วยเหตุจากเชื้อ H.pylori อีก เป็นการลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารโดยตรง  นอกจากนี่ยังเชื่อว่าสามารถลดการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย ที่อาจะนำไปสู่มะเร็งอื่นๆ เช่นมะเร็งตับได้

การติดตามหลังการรักษา

แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยกลับมาตรวจหาเชื้อซ้ำหลังรักษาภายในเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หลังหยุดยาทั้งหมด  หากพบว่ายังมีการติดเชื้อเอชไพโลไรอยู่ ซึ่งมีโอกาสเกิดได้ราว 15-30% แล้วแต่กลุ่มประชากรแต่ละพื้นที่ และข้อจำกัดในการใช้ยาสูตรต่างๆ ของผู้ป่วย

ผู้ป่วยสามารถทำการรักษาซ้ำได้ โดยเปลี่ยนสูตรยาที่ต่างจากเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการดื้อยา และได้ผลการรักษาตามที่หวัง

Share

Behind This Article

Dr. Somsak Phommachanh

Dr. Somsak Phommachanh

Consultant Cardiologist, MD, FACC

Cardiology

Dr. Somsak has spent eighteen years in interventional cardiology, with a focus on early detection of coronary disease in adults under fifty.

Related Articles

More Articles